การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ของประเทศไทย กับความท้าทายครั้งใหม่ของธุรกิจประกันภัย บทความโดย นิโคลัส ฟาเกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มรู้ใจ - Wows News

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

Thursday, June 18, 2026

การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ของประเทศไทย กับความท้าทายครั้งใหม่ของธุรกิจประกันภัย บทความโดย นิโคลัส ฟาเกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มรู้ใจ


การเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทยกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแรงผลักดันของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน บทสนทนาเกี่ยวกับ EV ก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากเดิมที่ผู้บริโภคกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ วันนี้ความกังวลหลักกลายเป็น “ความไม่แน่นอนด้านราคาน้ำมัน”

ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่ยังคงผลักดันต้นทุนการเดินทางให้สูงขึ้น ผู้บริโภคไทยจำนวนมากเริ่มมองรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) เป็นทางเลือกเชิงปฏิบัติในการรับมือกับต้นทุนการเดินทางระยะยาวที่คาดเดาได้ยาก แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขในตลาดอย่างชัดเจน โดยตลาดรถ EV ในประเทศไทยเติบโตถึง 80% ในปี 2025 โดยมียอดจดทะเบียนสะสมทะลุ 120,000 คัน ขณะที่งาน Bangkok International Motor Show 2026 มียอดจองรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 132,951 คัน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากยอดจองรถ EV ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า เทคโนโลยี และประสิทธิภาพด้านต้นทุน

นโยบายภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ผ่านการสนับสนุนแบบครอบคลุมทั้งระบบนิเวศตั้งแต่ภาคการผลิต ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและมาตรการจูงใจผู้บริโภค นโยบาย 30@30 ของประเทศไทยตั้งเป้าให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศภายในปี 2030 โดยมีมาตรการ EV 3.5 ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถ EV ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมาตรการสนับสนุนด้านการผลิต ขณะเดียวกันในฝั่งผู้บริโภค โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของธนาคารออมสินยังส่งเสริมให้เป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าง่ายขึ้น

ความท้าทายของประกันภัย EV ที่สวนทางการเติบโตของระบบนิเวศ
ในมุมมองของผม การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ของประเทศไทยไม่ได้เปลี่ยนแค่สิ่งที่ผู้คนขับขี่เท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริโภคต่อ “การเป็นเจ้าของ” “ความเสี่ยง” และ “ความคุ้มครอง” อย่างมีนัยสำคัญ ความผันผวนของราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมาได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการเติบโตของรถ EV โดยความกังวลของผู้บริโภคได้เปลี่ยนจาก “รถจะวิ่งได้ไกลพอหรือไม่” ไปสู่ “เราจะรับภาระราคาน้ำมันไหวหรือเปล่า” มากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากมองรถ EV เป็นทางเลือกเชิงปฏิบัติในการบริหารต้นทุนการเดินทางระยะยาว

แม้รถ EV จะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่รถยนต์ประเภทนี้ก็มาพร้อมกับรูปแบบความเสี่ยงที่แตกต่างและยังอยู่ในช่วงพัฒนาเมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาป (ICE) โดยอัตราการเกิดอุบัติเหตุของ EV มักสูงกว่าในช่วงปีแรกของการใช้งาน เนื่องจากผู้ขับขี่ยังอยู่ในช่วงปรับตัวกับลักษณะการขับขี่แบบใหม่ เช่น ระบบ Regenerative Braking ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการเก็บพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นเมื่อชะลอความเร็วหรือเหยียบเบรก โดยเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้ากลับไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ อย่างไรก็ตาม แรงหน่วงจากการเบรกของระบบนี้อาจลดลงเมื่อแบตเตอรี่ถูกชาร์จจนเต็มแล้ว รวมไปถึงแรงบิดฉับพลัน หรือ Instant Torque ที่มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถจ่ายกำลังสูงสุดได้ทันทีที่เหยียบคันเร่ง ทั้งนี้หลังจากผ่านช่วงแรกไปแล้ว อัตราการเกิดอุบัติเหตุมักเริ่มกลับเข้าสู่ระดับใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาป

ความแตกต่างอย่างชัดเจนอีกจุดคือ ต้นทุนและความซับซ้อนในการซ่อม ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ EV สูงกว่ารถสันดาปโดยเฉลี่ยประมาณ 39.7% เนื่องจากความซับซ้อนของระบบแบตเตอรี่ ความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์เฉพาะทางและช่างผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนข้อจำกัดด้านอะไหล่ที่ยังมีอยู่ในตลาด

อีกหนึ่งความท้าทายเชิงโครงสร้างของตลาดไทย คือจำนวนเครือข่ายอู่ซ่อมอิสระที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถ EV ยังมีจำกัด ปัจจุบันงานซ่อมส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเครือข่ายศูนย์บริการของผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งกลายเป็นปัญหาคอขวดเชิงโครงสร้างที่จำกัดการแข่งขันและส่งผลให้ต้นทุนการซ่อมยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งในระยะยาวการขยายบทบาทของอู่ซ่อมอิสระที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างเหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านราคา เพิ่มกำลังการรองรับงานซ่อม และช่วยลดต้นทุนค่าสินไหมโดยรวมของทั้งระบบ

ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดรถ EV ก็กำลังสร้างความท้าทายใหม่ให้กับธุรกิจประกันภัยเช่นกัน โดยการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาดและค่าเสื่อมราคาที่ผันผวนรวดเร็วขึ้น ทำให้การประเมินความเสี่ยงและมูลค่าความเสียหายของรถมีความซับซ้อนมากขึ้นสำหรับผู้รับประกันภัย

สิ่งนี้สะท้อน “ความท้าทาย” ที่น่าสนใจในตลาด กล่าวคือ แม้รถ EV จะซื้อได้ง่ายขึ้นจากแรงสนับสนุนของภาครัฐ การแข่งขันด้านราคาของผู้ผลิตและการเข้าถึงสินเชื่อที่สะดวกขึ้น แต่การประกันภัยรถ EV กลับมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้บริโภคอาจคาดหวังว่าเบี้ยประกันจะต้องแข่งขันด้านราคามากขึ้นเมื่อการใช้งานประเภทนี้เติบโตขึ้น แต่ในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยจำเป็นต้องปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมความเสี่ยงใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ รูปแบบการซ่อมที่เปลี่ยนไป และมูลค่ารถที่ผันผวนมากขึ้น

ผู้บริโภค EV คือผู้บริโภคยุคดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ลักษณะผู้บริโภคที่ซื้อรถ EV ก็กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน แตกต่างจากผู้ซื้อรถยนต์แบบดั้งเดิม โดยผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวมักเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และมีความระมัดระวังในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น พวกเขาไม่ได้เพียงซื้อรถยนต์คันใหม่ แต่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศของการใช้งานรูปแบบใหม่ทั้งหมด

นั่นทำให้ความกังวลของผู้บริโภคไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความทนทานของเครื่องยนต์หรือการเข้าศูนย์บริการอีกต่อไป ความคุ้มครองแบตเตอรี่ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุด เนื่องจากต้นทุนการเปลี่ยนแบตเตอรี่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน ความกังวลก็เริ่มขยายไปสู่ประเด็นด้านซอฟต์แวร์ ความปลอดภัยในการชาร์จไฟ และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับระบบชาร์จภายในบ้าน

ประกันภัยคือ Safety Net ของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV
ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในปัจจุบันคาดหวังประสบการณ์ดิจิทัลที่ราบรื่น ความคุ้มครองที่โปร่งใส และผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่สามารถพัฒนาให้ทันกับระบบของรถยนต์ประเภทนี้ เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้กำลังก่อให้เกิดความคาดหวังใหม่ต่อธุรกิจประกันภัย ไม่ใช่เพียงการคุ้มครองตัวรถ แต่รวมถึงการช่วยลดความไม่แน่นอนที่มาพร้อมกับการใช้งานเทคโนโลยีใหม่

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประกันภัย EV ไม่สามารถถูกมองเป็นเพียงประกันรถยนต์แบบเดิมที่เปลี่ยนเครื่องยนต์เท่านั้น การประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำขึ้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจประกันภัยสามารถมอบความคุ้มครองที่ยั่งยืน โปร่งใส และสอดรับกับตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ประกันภัยมีบทบาทสำคัญในการช่วยลด “แรงเสียดทาน” ของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ด้วยการเปลี่ยนความเสี่ยงที่ผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคย ให้กลายเป็นต้นทุนที่สามารถคาดการณ์และบริหารจัดการได้ ช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ EV

ประเทศไทยกำลังก้าวผ่านช่วงแรกของการเปิดรับเทคโนโลยี (Early Adoption) ของรถ EV และเข้าสู่การใช้งานในวงกว้าง (Mass Adoption) อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระยะยาวจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงราคาของรถหรือจำนวนสถานีชาร์จเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าระบบนิเวศโดยรอบ ทั้งประกันภัย การซ่อม การชาร์จไฟ และบริการหลังการขาย จะสามารถพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนผ่านได้เร็วเพียงใด เมื่อรถ EV กลายเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความท้าทายถัดไปคือการทำให้ประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ EV เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย บริหารจัดการได้ และเป็นที่ไว้วางใจสำหรับผู้บริโภคไทยในชีวิตประจำวัน

No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad